แบ่งปันประสบการณ์ที่ญี่ปุ่นผ่าน The Sixth Asian Conference on Cultural Studies 2016

The Sixth Asian Conference on Cultural Studies 2016

Cultural Struggle and Praxis: Negotiating Power and the Everyday

June 2-5, 2016 at Kobe, Japan

organized by International Academic Forum (IAFOR)

ผมขอแบ่งปันและบอกเล่าประสบการณ์การไปนำเสนอผลงานวิชาการในที่ประชุมนานาชาติ โดยครั้งนี้เป็นครั้งที่สองแล้วที่ผมได้นำบทความที่เขียนไปเสนอที่ประชุมวิขาการในต่างประเทศ ผมเดินทางไปประเทศที่ใครๆก็อยากไปเที่ยว กิน ช็อปปิ้ง ชมวิว สักครั้งในชีวิต ประเทศที่คนไทยนิยมเที่ยวเป็นอันดับต้นๆ ประเทศที่มีความน่ารักและมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นในแบบฉบับของตนเอง ประเทศที่ใจดียอมยกเว้น VISA ให้เรา (ฮา) ครับ ผมกำลังจะไป ญี่ปุ่น นั่นเอง วัตถุประสงค์ของการเดินทางครั้งนี้ของผม ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนด้วยครับ ผมนำงานวิจัยของผมบางส่วนไปนำเสนอเพื่อให้ได้รับความคิดเห็นกลับมาปรับปรุงงาน โดยคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็น sponsor เรื่องค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้ผม นอกจากนี้ผมยังมีวัตถุประสงค์ซ่อนเร้น (ฮา) คือ ตามหาร้านซูชิ เที่ยวปราสาท นั่งรถไฟญี่ปุ่น ผมเชื่อเหลือเกินว่าคนไทยจำนวนไม่น้อยรู้สึกคุ้นเคยกับประเทศนี้เป็นอย่างดี ผมก็เช่นกันที่เติบโตมาพร้อมกับ การ์ตูนญี่ปุ่น และหนังญี่ปุ่น (ผมหมายถึง หนังไอ้มดแดง และขบวนการ 5 สี)

มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่าครับ ผมได้รับการตอบรับให้ไปนำเสนอบทความที่ The Sixth Asian Conference on Cultural Studies 2016 หรือชื่อเล่น คือ ACCS 2016 หลังจากที่ได้ยื่นเสนอบทความตามที่มี call for paper ไปก่อนหน้านั้นประมาณ 2 สัปดาห์ ซึ่ง ACCS 2016 นี้ จัดโดย International Academic Forum (IAFOR) เป็นองค์กรวิจัยระดับนานาชาติที่มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น และยังมีวารสาร IAFOR Journal เป็นของตนเอง โดย IAFOR ได้มีความร่วมมือในฐานะ Partner กับมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในประเทศต่างๆ อีกด้วย เช่น Waseda University (Japan), Monash University (Australia), University of Barcelona (Spain), University of Michigan (USA), The Hong Kong Institute of Education (Hong Kong) เป็นต้น

ซึ่ง IAFOR นี้ได้เริ่มจัดการประชุมด้านวัฒนธรรมทุกปี และปี 2016 นี้ ก็เป็นปีที่ 6 ของการประชุมแล้วครับ ข้อดีของการประชุม ACCS นี้ คือ เป็นการประชุมวิชาการในลักษณะ Interdisciplinary หมายถึง การเปิดรับศาสตร์ทุกแขนง ศึกษาแบบสหวิทยาการ ภายใต้หัวข้อหลัก คือ Cultural Studies ดังนั้น ไม่ว่า เราจะเรียนมาในด้าน นิติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ศิลปศาสตร์ สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ หรือ ศึกษาศาสตร์ ฯลฯ เราสามารถนำเสนอมุมมองเกี่ยวกับ Culture ในศาสตร์ของเราได้ครับ ไม่จำเป็นว่าจะต้องเรียนด้าน Culture มาเท่านั้นจึงจะนำเสนองานในที่ประชุมนี้ได้ ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้จัดงาน เขาบอกว่า “โลกกำลังเปลี่ยนไปสู่ความหลากหลาย การแก้ไขปัญหาใดก็ตามไม่อาจใช้ความรู้เพียงด้านเดียวอีกแล้ว แต่ต้องการความรู้ที่ผสมผสานทุกศาสตร์เข้าไว้ด้วยกัน จึงจะสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน” นี่แหละครับ เป็นปรัชญาที่ IAFOR  เขายึดถือ

accs16

 YefXEEd9   page_1_thumb_large

การประชุมนี้จัดขึ้นที่ Art Center Kobe เมือง โกเบ ประเทศญี่ปุ่น โดยก่อนเดินทางนั้น ผมได้วางแผนหลายอย่าง ทั้งการจองที่พักที่ไหนดี การหาข้อมูลวิธีการขึ้นรถไฟที่ญี่ปุ่น การวางแผนเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ สำหรับคนที่ไม่เคยไปญี่ปุ่นมาก่อนอย่างผม ก็มีความกังวลพอสมควรทีเดียว โดยเฉพาะ การขึ้นรถไฟที่ญี่ปุ่นที่ได้ชื่อว่าซับซ้อน และอาจจะงงได้ง่ายๆ และแล้ว ผมก็ได้เลือกที่พักในเมืองโอซาก้า ย่าน Shin-Osaka เพื่อให้สะดวกในการเดินทางมากที่สุด และผมคิดเอาเองว่า โอซาก้า น่าจะมีสถานที่ให้เที่ยวมากกว่าที่โกเบ และที่สำคัญ คือ จากที่พักของผมนั้น ผมสามารถขึ้นรถไฟ shinkansen ไปลงสถานี Shin-Kobe ใช้เวลาเพียง 12 นาที แล้วเดินจากสถานีรถไฟต่อไปประมาณ 7 นาที ก็มองเห็นตึก Art Center Kobe แล้วครับ สะดวกและง่ายกว่าที่คิดเอาไว้มาก

งาน ACCS 2016 เริ่มวันพฤหัสบดีที่ 2 มิถุนายน 2016 จนกระทั่งสิ้นสุดวันอาทิตย์ที่ 5 มิถุนายน 2016 โดยในวันพฤหัสบดีที่ 2 จะเป็นวันที่เปิดให้ผู้ร่วมงานมาลงทะเบียน รับเอกสารในช่วงบ่าย พร้อมกับมี party เล็กๆ เพื่อให้ผู้ร่วมงานได้ทำความรู้จักกันก่อนครับ ส่วนวันเริ่มประชุมจริงนั้น จะมีขึ้นในช่วงเช้าของวันศุกร์ที่ 3 มิถุนายน 2016

IMG_6194   IMG_6553IMG_6558   IMG_6540

9 โมงเช้า วันศุกร์ที่ 3 มิถุนายน 2016 หลังจากที่ President ของ IAFOR ได้กล่าวเปิดงาน ก็จะเข้าสู่ Plenary session ในช่วงเช้า โดยมีศาสตราจารย์ จาก Hong Kong Baptist University ได้รับเชิญมาบรรยายในฐานะ Keynote Speaker โดยบรรยายเรื่องราวเกี่ยวกับ การต่อรองทางวัฒนธรรมที่เกิดจากผู้ลี้ภัย ในมุมมองของนักสิทธิมนุษยชน

      IMG_6564   IMG_6551   IMG_6550   IMG_6586   IMG_6584   IMG_6582

นอกจากนี้ การประชุมยัง ได้แบ่งออกเป็นหลายๆ session ในช่วงบ่าย เช่น Legal and Justice studies, Japanese Culture and Media, East Asian studies, Educational studies, Linguistics, Language and Cultural studies, Sociology เป็นต้น โดยผมถูกจัดให้นำเสนอในวันศุกร์ที่ 3 มิถุนายน ใน session ของ Legal and Justice studies ซึ่งใน session ของผมนั้น นอกจากตัวผมเองแล้ว ยังมีผู้นำเสนออีก 2 ท่าน ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ จากประเทศโปแลนด์ และ อีกท่านมาจากฮ่องกง ครับ

IMG_6587   IMG_6602    IMG_6610    IMG_6612

ผมได้คิวนำเสนอเป็นคนที่สอง และนำเสนอในหัวข้อเรื่อง The Protection of Cultural Property: From the Event of Armed Conflict to the Illicit Trafficking เป็นการอภิปรายในมุมมองของประวัติศาสตร์การพัฒนากฎหมายว่า ในการคุ้มครอง “วัตถุทางวัฒนธรรม” ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยให้มนุษย์เรียนรู้ว่าตนเองมาจากไหน และคนรุ่นก่อนมีวัฒนธรรมอย่างไร มีพัฒนาการในทางกฎหมายระหว่างประเทศอย่างไร โดย จากการศึกษา พบว่าในยุคก่อนศตวรรษที่ 20 วัตถุทางวัฒนธรรมเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะและอำนาจ เป็นรางวัลที่ผู้ชนะสงครามสามารถปล้นเอาจากผู้แพ้สงครามได้ กฎหมายได้รับรองการปล้น หรือ ทำลาย วัตถุทางวัฒนธรรมจากผู้แพ้สงครามว่าเป็นสิ่งที่ทำได้ ไม่ผิดกฎหมายในยุคนั้น ดังคำกล่าวที่ว่า “The Victor Goes Spoil” แต่จุดเปลี่ยนที่สำคัญของความคิดนี้ เกิดขึ้นหลังจากยุคสงครามโลกเป็นต้นมา การทำสงครามกลายเป็นสิ่งที่นานาประเทศรับไม่ได้อีกต่อไป ตามวิถีแห่งการสร้างสันติภาพ ดังนั้น การเกิดขึ้นของสหประชาชาติ และการบัญญัติกฎบัตรสหประชาชาติ จึงเปรียบเสมือนแสงอรุณของการคุ้มครองวัตถุที่ทรงคุณค่าเหล่านี้ กฎบัตรสหประชาชาติจึงกำหนดให้ประเทศสมาชิกห้ามใช้กำลังทางทหารรุกรานประเทศอื่น ด้วยเหตุนี้ เมื่อการทำสงครามเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้อีกต่อไป การปล้นวัตถุทางวัฒนธรรมในภาวะสงครามจึงไม่เกิดขึ้นด้วย แต่อย่างไรก็ตาม การปล้นชิงวัตถุทางวัฒนธรรมกลับกลายเป็นการเปลี่ยนรูปแบบไปสู่การลักลอบโจรกรรมแทน และส่งขายวัตถุเหล่านั้นสู่ตลาดมืดจากประเทศต้นทางไปสู่อีกประเทศหนึ่งซึ่งเป็นปลายทางของการลักลอบโจรกรรม อย่างไรก็ตาม ด้วยแรงผลักดันขององค์การ UNESCO ประชาคมระหว่างประเทศก็ได้ร่วมทำข้อตกลงกันเพื่อต่อสู้กับปัญหานี้ จึงเกิดเป็น อนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองวัตถุทางวัฒนธรรมจากการนำเข้าส่งออกโดยผิดกฎหมายขึ้นในปัจจุบัน

หลังจากจบการนำเสนอใน session ของผม ผมได้อยู่ร่วมงานต่อโดยเลือกหัวข้อที่ผมสนใจเข้าไปฟังใน session ต่างๆ ผมได้เห็นนักวิชาการจากหลายประเทศทั่วโลกมาแบ่งปันความคิดที่น่าสนใจมากมาย และเป็นประโยชน์ในการเรียนรู้วัฒนธรรมของ”พวกเรา” มันทำให้ผมเกิดความคิดขึ้นมาว่า “วัฒนธรรมใดที่มนุษย์สร้างขึ้น ไม่เพียงแต่เป็นของชนชาตินั้น แต่เป็นวัฒนธรรมของมนุษยชาติทั้งมวลต่างหาก” และ “คำว่าเป็นของใคร อาจจะสำคัญน้อยกว่า ว่าเราจะรักษามันให้อยู่คู่ประวัติศาสตร์ของมนุษย์อย่างไร”

ผู้อ่านสามารถ download หนังสือ ACCS 2016 Official Program เพื่อดูหัวข้อวิจัยที่ถูกนำเสนอในการประชุมครั้งนี้ที่

http://iafor.org/archives/conference-programmes/acas-accs-iicj/acas-accs-iicj-2016.pdf

ได้เวลาสัมผัสญี่ปุ่น เรียนรู้วัฒนธรรมญี่ปุ่นแล้วครับ การเดินทางไปญี่ปุ่นครั้งแรกในชีวิต นอกจากจะไปเพื่อทำภารกิจเสนอผลงานใน ACCS 2016 แล้ว ผมได้วางแผนท่องเที่ยวไปในหลายๆเมืองของญี่ปุ่นด้วยครับ แต่ด้วยเวลาที่จำกัด และงบประมาณที่มีอยู่น้อยนิด ผมจึงต้องเลือกสถานที่ที่ผมอยากจะไปเห็นมากที่สุด โดยผมอาศัยเมืองโอซาก้าเป็นที่พักตลอดการเดินทาง และใช้วิธีการขึ้นรถไฟไปยังสถานที่ต่างๆซึ่งผมวางแผนเอาไว้ว่าจะไปที่ไหนบ้างในแต่ละเมือง ทีนี้ผมจะพาผู้อ่านเปิดประสบการณ์ไปพร้อมกับผมในเมืองโอซาก้ากันครับ

ผมเดินทางมาถึงสนามบิน Kansai International Airport (สนามบินที่เปรียบเสมือนเมืองเล็กๆ ตั้งอยู่นอกชายฝั่ง ซึ่งเกิดจากเทคโนโลยีการถมทะเลเพื่อสร้างเป็นสนามบิน) เช้าตรู่ของวันอังคารที่ 31 พฤษภาคม 2016 สิ่งแรกที่ผมจะต้องทำหลังจากผ่านพิธีกรรมตรวจคนเข้าเมือง คือ ค้นหาสำนักงานของการรถไฟญี่ปุ่น JR ครับ เพื่อที่จะนำ voucher ที่ซื้อจากไทย ไปแลกเป็นตั๋วรถไฟที่เรียกกันว่า JR Pass สำนักงาน JR ตั้งอยู่ชั้น 2 หาง่าย กว่าที่คิดเอาไว้มากทีเดียว แถมตรงข้ามสำนักงานเป็นสถานีรถไฟที่พร้อมจะวิ่งเข้าสู่ตัวเมืองด้วย

   IMG_5781 IMG_5806   IMG_5786

ผมนั่งรถไฟที่ชื่อว่า Haruka Train เพื่อมุ่งตรงไปยังสถานี Shin-Osaka เพื่อนำกระเป๋าไปฝากไว้กับทางโรงแรมก่อน ผมลืมบอกไปว่า โรงแรมที่ผมไปพัก ชื่อว่า Remm Shin-Osaka ซึ่งเป็นโรงแรมที่อยู่ชั้น 12-17 ของสถานีรถไฟ Shin-Osaka เลยครับ ซึ่งผมคิดว่ามันสะดวกอย่างมากเวลาที่จะเดินทางไปยังที่ต่างๆ เพราะผมไม่ต้องเสียเวลาในการเดินทางมายังสถานีรถไฟ ตรงกันข้าม เพียงแค่กดลิฟท์ลงมาชั้นล่างก็ถึงทางเข้าสถานีรถไฟแล้วครับ หลังจากฝากกระเป๋าแล้ว จุดหมายแรกที่ผมตั้งใจไปเยือนคือย่าน Tennoji ครับ ย่านนั้น มีวัด Shitennoji เป็นวัดที่สำคัญของเมือง และยังมีแหล่งช็อปปิ้งใกล้กับหอคอยที่คอยบอกสภาพอากาศในแต่ละวันด้วย

DSCF0274  IMG_5867

DSCF0317   IMG_5879

ทางเดินริมคลอง Dotonburi และ ถนนสายช็อปปิ้ง Shinsaibashi โดยผมมาลงรถไฟใต้ดินที่สถานี Namba ซึ่งแหล่งท่องเที่ยวที่เต็มไปด้วย ร้านอาหาร ขนม และเครื่องสำอาง ที่สำคัญ ผมคิดว่า ในย่าน Namba น่าจะเป็นเมืองหลวงของ ทาโกะยากิ กับ โอโคโนะมิยากิ เพราะเราสามารถพบเห็นร้านที่ว่านี้แทบจะทุกๆ 50 เมตร เลยทีเดียว
IMG_5942  IMG_5929

IMG_5952 IMG_5908IMG_5922

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการสะสมของเล่น Figure จากการ์ตูนดัง รวมถึง Gundam Plastic Model และ Game ต่างๆ ผมพบว่าที่เมืองโอซาก้าแห่งนี้ก็มีย่านที่เป็นศูนย์รวมสิ่งเหล่านี้ด้วย ผมเองยังไม่เคยไปโตเกียว แต่เคยได้ยินมาว่าที่โตเกียวมีแหล่งขายของเล่นแหล่งใหญ่ที่ Akihabara แต่สำหรับที่โอซาก้านี้ ผมไม่แน่ใจว่าจะใหญ่เท่าที่โตเกียวไหม แต่ผมนับคร่าวๆแล้ว น่าจะมีร้านขายของเล่น ของสะสม และร้านเกม ไม่ต่ำกว่า 30 ร้าน ตลอดถนนครับ ซึ่งวิธีไปย่านนี้ก็อยู่ไม่ไกลจากย่าน Dotonburi มากนัก ถ้ามาทางรถไฟใต้ดินสถานี Namba ก็ให้ออกประตู 3 หรือ 4 ครับ แต่ถ้ามาเที่ยวที่ Dotonburi ก่อน ก็ให้มองหาห้าง Big Camera ไว้ครับ ถ้าเรายืนอยู่หน้าห้าง และหันหลังให้ห้าง (โดยสิ่งที่อยู่หน้าเราจะเป็นถนน) ก็ให้เราเดินตามทางฟุตบาทไปทางขวามือครับ เดินไปเรื่อยๆจนเจอสี่แยกไฟแดงขนาดใหญ่ เราจะพบถนน sakai-suji ตัดผ่านให้เลี้ยวขวาและเดินตรงไปเรื่อยๆ ก็จะเจอกับย่านศูนย์รวมของเล่น ของสะสม กันดั้ม และเกม ครับ ที่ชื่อว่า Nippombashi Den Den Town
IMG_5976 IMG_5974 IMG_5975

ผมเชื่อว่า คนที่ไปเที่ยวที่เมืองโอซาก้า จะต้องมี ปราสาทโอซาก้า อยู่ในแผนการท่องเที่ยวด้วยแน่นอนครับ ปราสาทโอซาก้า เป็นปราสาทที่สวยมากทีเดียว และเป็น 1 ใน 2 ปราสาท ที่ผมวางแผนจะเดินทางไปเยี่ยมชมในการไปญี่ปุ่นครั้งแรกนี้ด้วย การเดินทางไปที่ปราสาทโอซาก้าก็ง่ายมาก เราสามารถนั่งรถไฟ JR Osaka Loop Line หรือ รถไฟใต้ดิน มาลงที่สถานี Morinomiya เมื่อเดินออกจากสถานีก็จะมองเห็นยอดปราสาทแต่ไกลแล้วครับ

DSCF0908 DSCF0932

DSCF0947 IMG_6737

ท้องเริ่มร้อง จ๊อกๆ แล้ว ก่อนเดินทางมาที่ญี่ปุ่นผมได้หาข้อมูลเกี่ยวกับร้านอาหารหลายแห่งเลย แต่มีร้านซูชิร้านนึงที่ผมเห็นคนไทยที่ไปลองชิมมาแล้วโพสภาพให้ดู ผมจึงตั้งใจว่าจะต้องไปชิมซูชิแท้ๆสไตล์ญี่ปุ่นให้ได้ครับ ร้านซูชินี้ ชื่อว่า ร้าน Uoshin Sushi คนไทยเรียกกันว่า ซูชิหน้าล้น คือเรียกว่า เนื้อปลาแทบจะห่อหุ้มข้าวเลยทีเดียว วิธีไปที่ร้านนี้ข้างซับซ้อนอยู่บ้าง ผมนั่งรถไฟใต้ดินไปลงสถานี Umeda ครับ จากนั้น พยายามถามทางคนแถวนั้นไปเรื่อยๆว่า ห้างใต้ดินที่ชื่อว่า Whity Umeda นั้นอยู่ตรงไหน หลังจากที่เข้าสู่บริเวณห้างแล้วก็ให้มองหาทางไป ส่วนตะวันออกของห้าง (East Mall) ไว้ครับ จากนั้นก็ตรงดิ่งไปเลยจะเจอกับลานน้ำพุขนาดใหญ่ พอเราเลี้ยวซ้ายก็จะเห็นบันไดขึ้นสู่โลกด้านบน เดินเข้าไปในตรอกที่มีร้านอาหารเยอะๆ ก็จะเจอครับ

IMG_6633 IMG_6615

IMG_6632 IMG_6624

IMG_6630 IMG_6628

IMG_6793 IMG_6784

สำหรับซูชิร้านนี้ ถ้าเทียบราคากับวัตถุดิบที่นำมาทำซูชิแล้ว ผมมองว่าไม่แพงครับ ผมนั่งโต๊ะบาร์เพื่อที่จะได้เห็นการปั้นซูชิของเชฟไปด้วย และทันทีที่กัดซูชิหน้าหอยเชลล์คำแรก ผมหลุดตะโกน “โออิชิ” ออกมาโดยไม่รู้ตัว เชฟเห็นผมชอบซูชิเขามาก เขาก็โค้งขอบคุณเราใหญ่เลย อิ่มอร่อยชนิดที่เรียกว่ากลับโรงแรมแล้วรสชาติยังติดลิ้นอยู่เลย ถูกใจคนรักซูชิยิ่งนัก!

Peerapon Jaderojananont (พีรพล เจตโรจนานนท์)

Advertisements