ประเด็นสิ่งแวดล้อมกับกิจกรรมอวกาศ (Space Activities and Environment)

เป็นเวลาหลายศตวรรษแล้วที่มนุษย์มองท้องฟ้ายามค่ำคืน และฝันถึงการเดินทางในห้วงอวกาศ ความคิดของการเดินทางในอวกาศ หรือการสำรวจดาวดวงอื่นได้ท้าทายนักเขียนนวนิยายวิทยาศาสตร์ทุกยุคสมัย เช่น ผลงานชิ้นเอกของนักเขียนนิยาย sci-fi ชื่อก้องโลกอย่าง จูลส์ เวิร์น (Jules Verne) เรื่อง 80 วันรอบโลก (Around the World in 80 Days) จากโลกถึงดวงจันทร์ (From the Earth to the Moon) และ เอช จี เวลล์ (H.G. Wells) ผู้เขียนเรื่อง สงครามระหว่างดวงดาว (War of the Worlds) หรือแม้แต่ภาพยนตร์วิทยาศาสตร์ที่กลายเป็นตำนานอย่าง สตาร์ วอส์ (Star Wars) ของ จอร์จ ลูคัส (George Lucas) พ่อมดแห่งวงการภาพยนตร์วิทยาศาสตร์ sci-fi เป็นต้น

โดยนวนิยายและภาพยนตร์เหล่านี้ได้กลายเป็นสะพานเชื่อมระหว่างโลกแห่งความฝันและจินตนาการสู่โลกความเป็นจริง ซึ่งการเดินทางท่องไปในอวกาศไม่ใช่เป็นเพียงจินตนาการบนหน้าหนังสือหรือแผ่นฟิล์มอีกต่อไปแล้ว เนื่องจากในรอบหลายทศวรรษที่ผ่านมา มีกิจกรรมหรือโครงการอวกาศเกิดขึ้นมากมายในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป อินเดีย ญี่ปุ่น และกิจกรรมเหล่านั้นไม่ใช่มีเพียงภาครัฐเท่านั้นที่มีศักยภาพในการดำเนินการ แต่ปัจจุบันมีบริษัทเอกชนหลายบริษัทที่หันมาให้ความสนใจในการลงทุนเกี่ยวกับกิจกรรมอวกาศ ไม่ว่าจะเป็น การขนส่งสิ่งของสู่สถานีอวกาศ หรือการท่องอวกาศ เช่น บริษัท Virgin Galactic ของมหาเศรษฐี Richard Branson ซึ่งดำเนินกิจการในการท่องเที่ยวอวกาศ (Spaceflight Tourism) แก่นักท่องอวกาศ (Space Tourists) ขึ้นสู่วงโคจรระดับต่ำ (Low Earth Orbit: LEO)ของโลก และคาดว่าในอนาคตอันใกล้นี้ เส้นทางการท่องเที่ยวจะถูกขยายออกไปอีก รวมถึงอาจขยายไปถึงวงโคจรของดวงจันทร์ด้วย หรือบริษัท SpaceX ซึ่งดำเนินกิจการด้านการขนส่งสินค้า อุปกรณ์ ชิ้นส่วนต่างๆขึ้นสู่สถานีอวกาศนานาชาติ (International Space Station: ISS)

แต่อย่างไรก็ตาม ในโลกแห่งความเป็นจริงนั้นก็มีข้อที่น่าห่วงกังวลอยู่ไม่น้อยเกี่ยวกับกิจกรรมการเดินทางท่องไปในอวกาศที่กำลังขยายตัวอยู่ในทุกวันนี้ คือ การขาดกฎหมายระหว่างประเทศด้านสิ่งแวดล้อมที่จะเข้ามารองรับการเติบโตและขยายตัวของกิจกรรมอวกาศ เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่าห้วงอวกาศรวมถึงวงโคจรนั้นเป็นสิ่งแวดล้อมประเภททรัพยากรธรรมชาติที่อยู่รอบตัวของมนุษย์ ไม่แตกต่างไปจากอากาศ น้ำ และป่าไม้ แม้ว่าทรัพยากรอวกาศจะไม่มีวันหมดสิ้นไปก็ตาม แต่ก็อาจถูกปนเปื้อนได้จากกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ เช่น การทดลอง หรือการใช้พลังงานนิวเคลียร์บนอวกาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การทดสอบกระสวย หรือยานอวกาศที่ใช้พลังงานนิวเคลียร์ในการเดินทาง ซึ่งสารกัมมันตภาพรังสีอาจรั่วไหลและแพร่กระจายอยู่ในห้วงอวกาศได้ รวมถึงการทิ้งเศษชิ้นส่วนของยานอวกาศ ส่งผลให้เกิดขยะอวกาศ (Space Debris) บริเวณวงโคจร ซึ่งเป็นอันตรายต่อดาวเทียมที่หมุนอยู่ในวงโคจร และเป็นอันตรายต่อมนุษย์อวกาศที่ขึ้นไปปฏิบัติภารกิจ เนื่องจากเศษชิ้นส่วนแม้เพียงชิ้นเล็กๆ เมื่อมันหมุนรอบวงโคจรด้วยความเร็วและแรงเหวี่ยงที่สูงมากแล้วย่อมมีสภาพที่อันตรายยิ่งกว่าลูกกระสุนปืน

มองย้อนกลับไปในปี 1967 สหประชาชาติ (United Nations) ได้จัดการประชุมร่างกฎหมายระหว่างประเทศที่สำคัญเกี่ยวข้องกับการใช้อวกาศขึ้นฉบับหนึ่ง คือ สนธิสัญญาว่าด้วยหลักการควบคุมรัฐในการสำรวจและใช้อวกาศ ดวงจันทร์ และเทหวัตถุบนฟากฟ้า (Treaty on Principles Governing the Activities of States in the Exploration and Use of Outer Space, Including the Moon and Other Celectial Bodies) ซึ่งเปิดให้ประเทศต่างๆลงนามเมื่อวันที่ 27 มกราคม 1967 และมีผลบังคับใช้ (enter into force) เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 1967 โดยสนธิสัญญาฉบับนี้ได้รับการสนับสนุนและมีประเทศต่างๆที่เข้าร่วมผูกพันเป็นภาคีสนธิสัญญามากมาย แต่อย่างไรก็ดี สนธิสัญญาฉบับนี้ก็ไม่ได้กล่าวถึงประเด็นเรื่องการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมบนอวกาศเอาไว้แต่อย่างใด ซึ่งก็เป็นที่เข้าใจได้ว่า สนธิสัญญาฉบับนี้ทำขึ้นเมื่อกว่าครึ่งศตวรรษแล้ว และในสมัยนั้นยังไม่มีใครสามารถคาดการณ์ล่วงหน้าว่าจะเกิดโครงการกิจกรรมอวกาศขึ้นในหลายทศวรรษถัดมา ดังนั้นหลักการตามสนธิสัญญาดังกล่าวจึงกล่าวเอาไว้อย่างกว้างๆ เช่น การใช้อวกาศต้องใช้ในทางสันติ ต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ในด้านวิทยาศาสตร์ การค้นคว้าวิจัย ห้ามรัฐต่างๆขึ้นไปติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์ หรือกิจกรรมทางการทหารบนอวกาศ รวมถึงการห้ามก่อสงครามบนอวกาศ เป็นต้น เป็นที่น่าสังเกตว่า หลักการภายใต้สนธิสัญญาฉบับนี้ยังขาดรายละเอียดในการควบคุมการท่องอวกาศ และควบคุมไม่ให้ก่อปัญหาสิ่งแวดล้อมอีกมาก บริษัทเอกชนหลายบริษัทจึงพัฒนากิจกรรมอวกาศของตนเองไปคนละทิศละทางและไม่ได้คำนึงถึงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมมากนัก จึงเป็นที่น่าขบคิดว่า ในเมื่อห้วงอวกาศเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มนุษย์มีไว้ใช้สอยร่วมกัน เราควรมีการสร้างกฎเกณฑ์ใหม่ๆ ขึ้นเพื่อการรักษาทรัพยากรประเภทนี้หรือไม่

Peerapon Jaderojananont (พีรพล เจตโรจนานนท์)

Advertisements